สหภาพยุโรป (EU) พิจารณาส่งกองเรือคุ้มกัน! หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด
รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปกำลังประชุมด่วนที่กรุงบรัสเซลส์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการขยายภารกิจทางเรือในตะวันออกกลาง หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 20% ของโลกถูกปิดลงอย่างต่อเนื่องจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านครับ
1. แผนการตอบโต้ของ EU และเสียงที่แตกออก (Naval Response & Split Views)
-
Expansion of Mission Aspides: มีการเสนอให้ขยายขอบเขตของภารกิจ “Aspides” (ซึ่งเดิมปกป้องเรือในทะเลแดงจากกลุ่มฮูตี) ให้ครอบคลุมไปถึงช่องแคบฮอร์มุซและทะเลอาหรับ เพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ
-
Germany’s Scepticism: เยอรมนีโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ Johann Wadephul แสดงท่าที “ไม่เห็นด้วย” และสงสัยในประสิทธิภาพของการขยายภารกิจ โดยระบุว่าความปลอดภัยในฮอร์มุซจะเกิดขึ้นได้ผ่าน “การเจรจา” เท่านั้น ไม่ใช่การส่งกำลังทหารเข้าไปเพิ่มความเสี่ยง
-
Trump’s Pressure: ประธานาธิบดี ดอนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องโดยตรงให้พันธมิตรอย่าง สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส รวมถึงจีนและญี่ปุ่น ส่งเรือรบเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันของตนเองเพื่อช่วยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง
2. ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน (Oil Price Impact)
-
Brent & WTI Surge: ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งเหนือ $103 ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI เคลื่อนไหวรุนแรงเหนือ $96 โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าหากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ ราคาอาจพุ่งทะลุ $130 – $150 ได้ในระยะสั้น
-
The Largest Disruption: IEA ระบุว่านี่คือ “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันปี 1973 เนื่องจากปัจจุบันโลกพึ่งพาก๊าซ LNG จากกาตาร์ผ่านเส้นทางนี้เกือบทั้งหมดเช่นกัน
-
Supply Shock: อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” ตราบใดที่ฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของตนยังถูกโจมตี
3. วิเคราะห์สถานการณ์ (THAIFRX.COM Insight)
-
Market Sentiment: ตลาดยังอยู่ในภาวะ “Risk-Off” ขั้นสูงสุด ความล่าช้าในการตัดสินใจของ EU และท่าทีที่แตกต่างกันของสมาชิก G7 (โดยเฉพาะเรื่องการที่สหรัฐฯ ผ่อนปรนน้ำมันรัสเซียชั่วคราว 30 วัน) ยิ่งสร้างความสับสนและทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง (High Volatility)
-
Technical View: หากราคาน้ำมันดิบไม่สามารถย่อตัวลงมาต่ำกว่า $90 ได้ในสัปดาห์นี้ จะเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อค่าเงินในเอเชียและยุโรปผ่านตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น





