WTI เคลื่อนไหวบริเวณ $96.50 หลังออสเตรเลียและญี่ปุ่นผนึกกำลังระบายน้ำมันสำรอง
ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ในวันนี้เคลื่อนไหวทรงตัวและพยายามรักษาฐานอยู่ที่ระดับประมาณ $96.50 ต่อบาร์เรล (บวกขึ้นมาเล็กน้อยราว 1.2% ในวันนี้) โดยตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความกังวลด้านอุปทาน” จากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กับ “อุปทานส่วนเพิ่ม” จากมาตรการระบายคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครับ
1. มาตรการเชิงรุกจากออสเตรเลียและญี่ปุ่น (Strategic Reserve Release)
-
ออสเตรเลีย (Australia): คริส โบเวน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ประกาศระบายน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 762 ล้านลิตร จากคลังสำรอง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมผ่อนปรนเกณฑ์การสำรองน้ำมันขั้นต่ำลง 20%
-
ญี่ปุ่น (Japan): ประกาศแผนระบายน้ำมันดิบประมาณ 80 ล้านบาร์เรล (เทียบเท่าการใช้งาน 45 วัน) เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมนี้ โดยเป็นการประสานงานร่วมกับกลุ่ม G7 และ IEA เพื่อลดภาระต้นทุนพลังงานในประเทศที่พึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 90%
-
ผลกระทบต่อราคา: การระบายน้ำมันรวมจากสมาชิก IEA กว่า 400 ล้านบาร์เรล ช่วยชะลอไม่ให้ราคาพุ่งทะลุ $119 (จุดสูงสุดของปีนี้) แต่ก็ยังไม่สามารถกดราคาลงไปที่ระดับปกติได้
2. ปัจจัยที่ยังหนุนราคา (Bullish Constraints)
-
Hormuz Crisis: การที่อิหร่านยังคงควบคุมและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ทำให้ตลาดประเมินว่าการระบายน้ำมันสำรองอาจช่วยได้เพียงในระยะสั้น
-
Largest Supply Disruption: IEA ออกมาเตือนว่าสงครามครั้งนี้กำลังสร้าง “การหยุดชะงักของอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ซึ่งอาจลามไปสู่ภาวะขาดแคลนในไตรมาสถัดไป
3. วิเคราะห์ทางเทคนิค (THAIFRX.COM Outlook)
-
Pivot Level: ราคาปัจจุบันยืนเหนือ $95.00 ได้อย่างมั่นคง โดยมีแนวต้านถัดไปที่ $100.00 และ $102.25
-
Support: หากมาตรการระบายน้ำมันสำรองได้ผลต่อเนื่อง แนวรับสำคัญจะอยู่ที่ $88.36 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนแนวโน้มสำคัญ (Short-term Pivot)
-
สรุป: ตลาดยังอยู่ในภาวะ “Buy the Dip” ทุกครั้งที่มีข่าวการระบายน้ำมัน เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีน้ำหนักมากกว่าอุปทานที่ระบายออกมาครับ





