‘ความผิดพลาดครั้งใหญ่’: นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสเตือน ECB กำลัง ‘ปักใจ’ ขึ้นดอกเบี้ย ทั้งที่เสี่ยงเกิดเศรษฐกิจถดถอย
ประเด็นสำคัญ
-
Holger Schmieding จากสำนัก Berenberg เตือนว่า การที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะยิ่งเป็นการซ้ำเติม “ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ”
-
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ ECB ซึ่งคาดการณ์กันเป็นวงกว้างว่าจะเกิดขึ้นในเดือนหน้า ถือเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” ท่ามกลางสัญญาณการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงและความต้องการซื้อ (Demand) ที่ซบเซา
-
อัตราเงินเฟ้อในเขตยูโรโซนพุ่งแตะ 3% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023
ธนาคารกลางยุโรปกำลังจะทำ “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” หากเลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ตามการแจ้งเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ซึ่งระบุว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้มีความเสี่ยงที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจของทั้งทวีปเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)
Holger Schmieding หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Berenberg กล่าวว่า กลุ่มประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ทั้งสามของยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ต่างได้รับผลกระทบจนอ่อนแอลงจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ นำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ทั่วทั้งทวีป
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากข้อมูลดัชนี PMI (ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ) ล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนด้านการจ้างงานและความต้องการซื้อเริ่มลดลง Schmieding มองว่า “การทำลายอุปสงค์” (Demand Destruction) หรือการที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าพลังงานที่แพงขึ้นนั้น จะเป็นกลไกที่ช่วยสยบปัญหาเงินเฟ้อลงได้เองตามธรรมชาติ โดยที่ธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดรุนแรงเลย
“มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องแยกแยะระหว่างสิ่งที่ธนาคารกลาง ‘น่าจะทำ’ (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย) กับสิ่งที่เป็น ‘สิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ’” Schmieding กล่าวกับ CNBC “ความประทับใจของผมคือ ECB กำลังจะเดินหน้าทำความผิดพลาดครั้งใหญ่”
ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2% แต่ในแถลงการณ์ สภากรรมการ (Governing Council) ยอมรับว่าความเสี่ยงด้านขาขึ้นของเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านขาลงของเศรษฐกิจเริ่ม “รุนแรงมากขึ้น”
ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ ตัวเลขเงินเฟ้อรายปีล่าสุดของยูโรโซนในเดือนเมษายนดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 และอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 2% ของธนาคารกลางอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน ตลาดการเงินคาดการณ์เป็นวงกว้างว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 11 มิถุนายนนี้ โดยทางธนาคาร BBH ระบุในบันทึกวิเคราะห์ว่า ตลาดได้ซึมซับและสะท้อนโอกาสสูงถึง 86% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points (0.25%) ในเดือนหน้า
“หาก ECB ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะปักใจแน่วแน่ (Hell-bent) ที่จะทำเช่นนั้น มันจะยิ่งเติมความทุกข์ยากให้ระบบเศรษฐกิจ” Schmieding กล่าว “และหาก ECB ยังคงดื้อดึงขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกหลังจากนั้น เราอาจจะต้องจบลงด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบไม่รุนแรง (Mild Recession) แทนที่จะเป็นแค่ภาวะ Stagflation”
ด้าน Laura Cooper กลยุทธ์การลงทุนระดับโลกและหัวหน้าฝ่ายเครดิตมหภาคจาก Nuveen ให้ความเห็นว่า ECB อาจเริ่มเข้าสู่วงจรการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อ “ซื้อประกันความเสี่ยง” (Insurance Hikes) ในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยเป็นการตัดสินใจที่อิงจากตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่าตลาดอาจจะยังประเมินความเสี่ยงเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจต่ำเกินไป (Underpricing)
“ความเสี่ยงที่น่ากลัวกว่าคือ การที่ผู้ดำเนินนโยบายเลือกตอบโต้ภาวะเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน (Supply-driven Inflation) ด้วยการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดใส่เศรษฐกิจที่ความต้องการซื้อกำลังอ่อนแอ ซึ่งการทำแบบนี้จะกลายเป็นการวางหมากที่บังคับให้พวกเขาต้องกลับมาลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิมในภายหลัง” Cooper ระบุในบันทึก
📊 ข้อมูลเพิ่มเติมเชิงลึก (Market Insights)
เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่คือบริบทและข้อมูลเบื้องหลังของสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรปในช่วงเวลานี้ (พฤษภาคม 2026):
-
ชนวนเหตุจากวิกฤตพลังงานรอบใหม่: อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นมาแตะ 3% ในยูโรโซน ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรง (Demand-pull) แต่เกิดจากแรงกดดันฝั่งอุปทาน (Cost-push) โดยมีปัจจัยหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นทะลุ $110 ต่อบาร์เรลในช่วงต้นปีนี้
-
จุดเปลี่ยนจุดยืนของ ECB (Hawkish Pivot): หลังจากที่ ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องถึง 8 ครั้งตั้งแต่ปี 2024 จนลงมาเหลือ 2.00% (Deposit Facility Rate) การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในรอบนี้ทำให้กรรมการสายเหยี่ยว (Hawkish) เริ่มกลับมามีบทบาท โดยมองว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของธนาคารกลาง และป้องกันไม่ให้เกิด “ผลกระทบรอบสอง” (Second-round effects) เช่น การโก่งราคาค่าจ้างและสินค้า
-
ความเห็นต่างในมุมมองเศรษฐกิจ:
-
ฝ่ายสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย (เช่น Alexander Demarco กรรมการ ECB): มองว่ายอมเจ็บสั้นดีกว่าปล่อยให้เงินเฟ้อฝังรากลึกเหมือนปี 2022 ที่เงินเฟ้อยุโรปทะลุ 10%
-
ฝ่ายคัดค้าน (เช่น Holger Schmieding): มองว่าเศรษฐกิจยุโรปในปัจจุบันเปราะบางกว่าปี 2022 มาก (คาดการณ์ GDP ปี 2026 อยู่ที่ราว 0.8% – 1.2% เท่านั้น) หากซ้ำเติมด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ท่ามกลางกำลังซื้อที่หดหายจากค่าพลังงาน จะกลายเป็นการเร่งให้เกิด Hard Landing หรือภาวะเศรษฐกิจหดตัวที่รุนแรง
-
📝 บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
บทวิเคราะห์โดย THAIFRX.COM สรุปสาระสำคัญของข่าวและผลกระทบต่อตลาด FX ดังนี้ครับ:
Core Conflict: ข้อพิพาทหลักในเวลานี้คือความขัดแย้งทางความคิดในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยฝ่ายหนึ่งต้องการสยบเงินเฟ้อด้านต้นทุน (Supply-shock) เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง แต่อีกฝ่ายเตือนว่าการใช้นโยบายการเงินตึงตัวแก้ปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากแรงซื้อ จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🎯 ผลกระทบและมุมมองต่อตลาดเงิน (Forex & Market Implications)
-
คู่เงิน EUR/USD และค่าเงิน EUR:
-
ระยะสั้น (Short-term): ค่าเงินยูโร (EUR) อาจได้รับแรงหนุนในเชิงบวกจากทิศทางนโยบายที่เปลี่ยนเป็น “ขวาจัด/เหยี่ยว” (Hawkish) เนื่องจากตลาดซึมซับโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ไปเกือบหมดแล้ว (86%)
-
ระยะกลาง-ยาว (Medium to Long-term): หาก ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยซ้ำซ้อนตามที่ Schmieding เตือน และตัวเลขเศรษฐกิจ (เช่น PMI, GDP) ทรุดตัวลงจริง ความกังวลเรื่อง Recession จะกลับมากดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง เนื่องจากตลาดจะเริ่มมองหาจังหวะที่ ECB ต้อง “กลับลำ” มาลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจในอนาคต
-
-
ตลาดพันธบัตรยุโรป (Eurozone Bond Market): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่พันธบัตรระยะยาวอาจเกิดภาวะ Yield Curve Inversion (ผลตอบแทนระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยคลาสสิกของภาวะเศรษฐกิจถดถอย




