ตลาดน้ำมันโลกกำลังอยู่ในภาวะ “ยื้อกัน” ระหว่างสองปัจจัยหลัก คือ การเจรจาที่ดูเหมือนจะคลี่คลาย (De-escalation) กับ ความเสี่ยงด้านอุปทานที่ยังคงแฝงอยู่ (Supply Risks)
สรุปรายละเอียดของสถานการณ์ “Oil: Supply risks offset Iran de-escalation” ดังนี้ครับ:
1. ปัจจัยลบ: ความหวังจากการเจรจา (De-escalation)
-
การคุยที่โอมาน: สหรัฐฯ และอิหร่านได้เริ่มการเจรจาทางอ้อมที่กรุงมัสกัต โดยทั้งสองฝ่ายระบุว่าเป็น “ก้าวสำคัญ” (Step forward) ในการลดความตึงเครียดเรื่องโครงการนิวเคลียร์และวิกฤตในทะเลแดง
-
การลด Risk Premium: ข่าวการทูตนี้ทำให้ “ค่าพรีเมียมความเสี่ยง” ที่เคยดันราคาน้ำมันขึ้นไปเกือบ $70 (Brent) ในเดือนมกราคมหายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคา WTI ลงมาทดสอบระดับ $62 – $63
2. ปัจจัยบวก: ความเสี่ยงด้านอุปทาน (Supply Risks) ที่มาค้ำราคาไว้
แม้จะมีการคุยกัน แต่ราคาก็ไม่ได้ดิ่งลงเหวเพราะมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้คอย “Offset” หรือชดเชยไว้:
-
คำเตือนเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ: กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ (DOT) ยังคงประกาศเตือนเรือพาณิชย์ให้หลีกเลี่ยงน่านน้ำอิหร่านและระวังการเดินทางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น้ำมันกว่า 20% ของโลกไหลผ่าน
-
ปัจจัยจากอินเดียและรัสเซีย: มีกระแสข่าวว่าอินเดียอาจระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียภายใต้ข้อตกลงใหม่กับสหรัฐฯ หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้เกิดการปรับโครงสร้างอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลก (Structural Realignment) ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคา
-
จุดยืนของอิหร่าน: แม้จะคุยกัน แต่อิหร่านยืนยันว่าจะ ไม่หยุดเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ และขู่จะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หากถูกโจมตีก่อน ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการสะดุดของอุปทาน (Supply Disruption) ยังไม่หายไป 100%
3. สรุปภาวะตลาดน้ำมัน (10 ก.พ. 2026)
| ตัวบ่งชี้ | สถานะปัจจุบัน | ทิศทาง/ผลกระทบ |
| WTI Crude | ~$63.70 | ทรงตัว (Stable) |
| Brent Crude | ~$68.20 | มีแรงซื้อคืนเล็กน้อย (+0.3%) |
| OPEC+ | คงอัตราการผลิต | ป้องกันสภาวะอุปทานล้นตลาด (Over supply) |
| IEA Forecast | คาดการณ์ความต้องการลดลง | เป็นแรงกดดันราคาในระยะยาว (Bearish) |
ตอนนี้ตลาดน้ำมันเหมือนกำลัง “ดูเชิง” ครับ ความหวังว่าสงครามจะไม่เกิดทำให้ราคาไม่พุ่งไป $90 แต่ความจริงที่ว่าความขัดแย้งยังไม่จบและอาจมีมาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่งเพิ่ม ก็ทำให้ราคาไม่กล้าร่วงลงต่ำกว่า $60 เช่นกันครับ





