สถานการณ์การผลิตทองคำโลกในปี 2026 อยู่ในสภาวะ “ทรงตัวในระดับสูงแต่เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว” (Plateauing) ครับ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:
1. ปริมาณการผลิตยังเป็นสถิติใหม่ แต่เติบโตช้าลง
-
จุดสูงสุด (Peak Gold): ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) และนักวิเคราะห์มองว่าการผลิตทองคำจากเหมืองทั่วโลกอาจจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในช่วงปี 2026 – 2027 โดยคาดการณ์ปริมาณการผลิตในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 3,700 ตัน
-
อัตราการเติบโต: แม้ปริมาณจะดูเหมือนเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 1% ต่อปี) และเริ่มมีสัญญาณว่าการผลิตจะเริ่ม “คงที่” (Plateau) ก่อนจะทยอยลดลงหลังจากปี 2028 เป็นต้นไป
2. ความท้าทายที่ทำให้การผลิตใหม่ทำได้ยากขึ้น
แม้ราคาทองคำจะพุ่งสูงเหนือระดับ $5,000 (ตามสถานการณ์ในปี 2026) แต่การเพิ่มกำลังการผลิตไม่ได้ทำได้ทันทีเนื่องจาก:
-
แร่เกรดต่ำลง: เหมืองเก่ามีปริมาณทองคำต่อน้ำหนักหินน้อยลง ทำให้ต้องขุดหินปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ได้ทองคำเท่าเดิม
-
ขาดการค้นพบแหล่งแร่ใหญ่: ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีการค้นพบแหล่งทองคำขนาดใหญ่ระดับ “Mega-deposit” ใหม่ ๆ เลย การผลิตส่วนใหญ่จึงมาจากการขยายโครงการในเหมืองเดิม
-
ต้นทุนพุ่งสูง (AISC): ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย (All-in Sustaining Costs) พุ่งสูงขึ้นจากค่าแรง ค่าพลังงาน และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
3. ผู้เล่นหลักในตลาดปี 2026
| ประเทศ | คาดการณ์การผลิตปี 2026 | สถานะ |
| จีน | 370+ ตัน | ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องกว่าทศวรรษ |
| ออสเตรเลีย | 320 ตัน | เน้นการใช้หุ่นยนต์และ AI มาช่วยขุดเหมือง |
| รัสเซีย | 300+ ตัน | พยายามเร่งการผลิตในเขตอาร์กติกแม้จะโดนคว่ำบาตร |
4. บทบาทของ “ทองคำรีไซเคิล”
เมื่อการผลิตจากเหมืองเริ่มตึงตัว ทองคำรีไซเคิล (Recycled Gold) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยในปี 2026 คาดว่าสัดส่วนทองรีไซเคิลจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30% ของอุปทานรวมทั่วโลก เนื่องจากราคาทองที่แพงมากจูงใจให้คนนำทองเก่าออกมาขายครับ
สรุป: การผลิตทองคำ ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบ ในตอนนี้ แต่กำลังอยู่ในช่วง “ตึงตัว” และทำสถิติสูงสุดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มลดลงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งภาวะ “ของหายาก” นี้เองที่เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งทะลุเป้าหมาย $5,100 ในขณะนี้ครับ





