ราคาน้ำมันดิบ WTI สามารถรักษาฐานราคาและปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ $64.50 ต่อบาร์เรล (บวกขึ้นประมาณ 0.9%) แม้จะมีรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจก็ตาม
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาน้ำมันให้ยืนระยะได้ มีดังนี้ครับ:
1. ความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง (Supply Concerns)
-
ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน: แม้จะมีการเจรจาที่โอมาน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณว่าอาจมีการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินกลุ่มที่สองไปยังตะวันออกกลาง หากการเจรจาล้มเหลว
-
มาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่ง: กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งประกาศคว่ำบาตรบริษัท 15 แห่ง และเรืออีก 14 ลำที่เชื่อมโยงกับ “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ของอิหร่าน
-
ช่องแคบฮอร์มุซ: สหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนเรือพาณิชย์ให้หลีกเลี่ยงน่านน้ำอิหร่าน ซึ่งช่องแคบนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันถึง 20% ของโลก ทำให้เกิด “ค่าพรีเมียมความเสี่ยง” (Risk Premium) ในราคาขึ้นมา
2. แรงหนุนจากความต้องการของอินเดีย (Indian Demand Boost)
-
การปรับเปลี่ยนคู่ค้า: โรงกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอินเดีย เช่น Indian Oil Corp และ Reliance Industries เริ่ม ระงับการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย สำหรับการส่งมอบในเดือนเมษายน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ
-
การแย่งชิงน้ำมันดิบ: เมื่ออินเดียลดการนำเข้าจากรัสเซีย จึงต้องหันไปเพิ่มการซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและแอฟริกาตะวันตกแทน ซึ่งช่วยดูดซับอุปทานส่วนเกินในตลาดและเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมัน WTI และ Brent ทะยานสูงขึ้น
3. ข้อมูลที่ขัดแย้งกันในตลาด (Market Friction)
| ปัจจัยที่ดันราคาขึ้น (Bullish) | ปัจจัยที่กดราคาลง (Bearish) |
| ความเสี่ยงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน | สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ (API) พุ่งขึ้น +13.4 ล้านบาร์เรล |
| ความต้องการน้ำมันจากอินเดียและจีน (ช่วงตรุษจีน) | คาดการณ์ของ IEA ที่ว่าตลาดจะล้นตลาดในปี 2026 |
| มาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่งน้ำมันอิหร่าน | เศรษฐกิจจีนที่ยังคงเผชิญภาวะเงินฝืด |
สรุป: ราคาน้ำมันดิบ WTI ในวันนี้ถูกประคองไว้ด้วย “ภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการจากอินเดีย” ครับ ตลาดมองข้ามข่าวร้ายเรื่องสต็อกน้ำมันที่ล้นตลาดในสหรัฐฯ ไปชั่วคราว เพื่อให้น้ำหนักกับการขู่คว่ำบาตรและกองเรือบรรทุกเครื่องบินในตะวันออกกลางแทน





