ในทางเศรษฐศาสตร์โดยปกติแล้ว “เงินเฟ้อสูง” มักจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงตามทฤษฎี แต่ในโลกความเป็นจริง เรามักเห็นค่าเงินของประเทศเหล่านั้น แข็งค่าขึ้น (Appreciate) ได้ ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้มาจากตัวเงินเฟ้อโดยตรง แต่มาจาก “การตอบสนอง” ของธนาคารกลางและพฤติกรรมของนักลงทุนครับ
สรุปเหตุผลที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ และคำตอบว่าใช้ได้กับทุกประเทศหรือไม่ ดังนี้ครับ:
1. ทำไมค่าเงินถึงแข็งค่าทั้งที่มีเงินเฟ้อสูง?
ปัจจัยสำคัญคือ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (Interest Rate Differential) และกลไกที่เรียกว่า Carry Trade:
-
กลไก Carry Trade: เมื่อประเทศหนึ่งมีเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยให้สูงกว่าประเทศอื่นมาก (เช่น 10-15%) นักลงทุนทั่วโลกจะกู้ยืมเงินจากประเทศที่ดอกเบี้ยต่ำ (เช่น ญี่ปุ่น) เพื่อมาฝากหรือซื้อพันธบัตรในประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย
-
ความต้องการเงินตราเพิ่มขึ้น: การที่นักลงทุนแห่เอาเงินเข้ามาลงทุน ทำให้มีความต้องการ (Demand) สกุลเงินนั้นๆ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นในระยะสั้นและกลาง แม้เงินเฟ้อจะยังสูงอยู่ก็ตาม
-
Real Interest Rate (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง): หากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยแรงจน “ชนะ” เงินเฟ้อ (เช่น ดอกเบี้ย 12% เงินเฟ้อ 8% = ดอกเบี้ยแท้จริง 4%) นักลงทุนจะมองว่าคุ้มค่าที่จะถือครองเงินสกุลนั้นครับ
2. ทฤษฎี vs ความจริง: ทำไมบางครั้งมันไม่เป็นไปตามตำรา?
ตามทฤษฎี Purchasing Power Parity (PPP) เงินเฟ้อสูงควรทำให้ค่าเงินอ่อนค่าเพราะอำนาจซื้อลดลง แต่ในโลกการเงินปัจจุบัน “กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย” (Capital Flows) มีอิทธิพลเหนือ “ราคาสินค้า” ในระยะสั้นครับ
3. ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับ “ทุกประเทศ” หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ครับ ไม่ใช่ทุกประเทศที่ขึ้นดอกเบี้ยแล้วค่าเงินจะแข็งค่า ปัจจัยที่จะทำให้สูตรนี้สำเร็จต้องประกอบด้วย:
เงื่อนไขที่ทำให้ค่าเงินแข็งค่า:
-
ความเชื่อมั่น (Confidence): นักลงทุนต้องเชื่อว่าธนาคารกลางมีความเป็นอิสระและตั้งใจปราบเงินเฟ้อจริง
-
เสถียรภาพทางการเมือง: หากประเทศนั้นมีสงครามหรือการเมืองปั่นป่วน ต่อให้ดอกเบี้ย 50% นักลงทุนก็ไม่กล้าเอาเงินไปฝากเพราะกลัวถอนเงินออกมาไม่ได้
-
ทุนสำรองระหว่างประเทศ: ต้องมีมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่าค่าเงินจะไม่ “ระเบิด” หรือลดค่าลงกะทันหัน
กรณีที่ “ล้มเหลว” (ดอกเบี้ยสูงแต่เงินยิ่งอ่อน):
-
Hyperinflation: หากเงินเฟ้อพุ่งไปหลักร้อยหรือพันเปอร์เซ็นต์ (เช่น ตุรกีในช่วงก่อนหน้า หรืออาร์เจนตินา) การขึ้นดอกเบี้ยมักจะเอาไม่อยู่ เพราะความพังทลายของอำนาจซื้อรวดเร็วกว่าดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้
-
Debt Sustainability: หากตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยสูงๆ จะทำให้รัฐบาลไม่มีปัญญาจ่ายหนี้คืน นักลงทุนจะแห่เทขายเงินทิ้งแทน
สรุปตารางเปรียบเทียบ
| ปัจจัย | ผลต่อค่าเงิน (ทฤษฎี) | ผลต่อค่าเงิน (ความจริง/ระยะสั้น) |
| เงินเฟ้อสูง | อ่อนค่า (อำนาจซื้อลดลง) | อาจแข็งค่า (ถ้าธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยแรง) |
| ดอกเบี้ยสูง | แข็งค่า (ดึงดูดเงินทุน) | แข็งค่า (ตราบใดที่ความเชื่อมั่นยังอยู่) |
| ความเสี่ยงการเมือง | อ่อนค่า | อ่อนค่ารุนแรง (ต่อให้ดอกเบี้ยสูงแค่ไหน) |
มุมมอง Peer-to-Peer: จำง่ายๆ ว่า “ดอกเบี้ย” คือ ราคาของเงิน ครับ เมื่อธนาคารกลางทำให้เงินมีราคาแพง (ดอกเบี้ยสูง) คนก็อยากได้เงินนั้นมาไว้ในมือ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขว่า “บ้านเมืองเขาต้องปกติ” ด้วยนะ ถ้าดอกเบี้ยสูงแต่ประเทศกำลังจะล่มสลาย คนเขาก็วิ่งหนีเหมือนเดิมครับ





