เงินเฟ้อ 

เงินเฟ้อ คือตัวชี้วัดของราคาสินค้า ( เช่นราคาอาหารหรือราคาอุปกรณ์ไฟฟ้า) และ ค่าบริการต่าง ๆ (เช่นตั๋วรถไฟฟ้า) ว่าได้มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป ปกติเงินเฟ้อจะเทียบเป็นปีต่อปี

โดยปกติเราจะวัด อัตราเงินเฟ้อ โดยการเปรียบเทียบต้นทุนของสิ่งต่าง ๆ ในปัจจุบันเทียบกับค่าใช้จ่ายในปีที่แล้ว ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ โดยเฉลี่ยเรียกว่า อัตราเงินเฟ้อ เช่น หากเงินเฟ้อเท่ากับ 3% ก็หมายความว่าราคาสินค้าและบริการมีการปรับสูงขึ้น 3% (โดยเฉลี่ย) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ตัวอย่าง เช่น หากราคาข้าว 1 จาน ปีที่แล้วราคา 100 บาท และตอนปีนี้ ราคาปรับขึ้นเป็น 105 บาท แสดงว่า ราคาข้าวจานนี้ปีนี้ เพิ่มขึ้น 5% แต่การวัดอัตราเงินเฟ้อ จริง ๆ ต้องวัดจากสินค้าจากหลาย ๆ กลุ่มประกอบกัน

วิธีวัดอัตราเงินเฟ้อ
การวัดอัตราเงินเฟ้อ ปกติแล้ว ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ จะเป็นผู้รวบรวม สินค้าและบริการ จากหลาย ๆ กลุ่มธุรกิจ เปรียบเทียบราคากับปีที่แล้ว ว่าราคาสินค้ามีการปรับขึ้นเท่าไหร่ แล้วค่อยนำมาคำนวนอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงอีกครั้ง เช่นธนาคารกลางของอังกฤษ ได้มอบหมายให้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) ให้ทำการเก็บรวบรวมอัตราการเปลี่ยนแปลงของสินค้าในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เพื่อคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่ง ดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นตัวเลขที่ชี้วัดของอัตราเงินเฟ้อ ว่าตรงตามเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางอังกฤษต้องการไหม

อัตราเงินเฟ้อ เท่าไหร่ถึงจะดี
ปกติแล้วประเทศต่าง ๆ ต้องการให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 2% ไม่ให้สูงหรือต่ำกว่ามากนัก เช่น หากเงินเฟ้อสูงเกินไปก็จะเป็นปัญหากับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน การวางแผนการดำเนินธุรกิจภาคส่วนต่าง ๆ ก็ยาก แต่หากเงินเฟ้อต่ำเกินไป ก็อาจจะส่งผลจิตวิทยาต่อผู้บริโภค ที่อาจคาดว่าราคาสินค้าและบริการจะมีการปรับตัวลดลงอีก เลยอาจจะทำให้ยังไม่จับจ่ายใช้สอย ซึ่งก็จะส่งผลต่อภาคธุรกิจต่าง ๆ อาจจะยอดขายหรือกำไรน้อยลง และ ส่งผลถึงอัตราการจ้างงานหรือลดแรงงานลง ซึ่งก็จะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ

วิกฤติอัตราเงินเฟ้อในอดีต
Thaifrx.com ขอยกเหตุการณ์เงินเฟ้อในอดีตของโลก ที่สำคัญ ๆ ที่ทันยุคพวกเรา นะครับ

  • วิกฤตเงินเฟ้อของประเทศซิมบับเว
    เป็นสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงเป็นอันดับที่สองในประวัติศาสตร์การเงินโลก (รองจากภาวะเงินเฟ้อในประเทศฮังการี ใน พ.ศ. 2489) ภาวะเงินเฟ้อสูงสุดของซิมบับเวประมาณร้อยละ 79,600 ล้านในกลางเดือนพฤศจิกายน 2551 ทำให้ในปี 2552 ซิมบับเวเลิกใช้สกุลเงินตราของตน และยอมรับการใช้เงินสกุลอื่นในประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 เมษายน 2552 เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเยียวยาตัวมันเอง นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ภาวะเงินเฟ้อในซิมบับเวก็ค่อย ๆ ลดลงสู่ระดับเกือบปกติในทันที และไม่เคยพุ่งสูงอีกเลย
  • วิกฤตเงินเฟ้อของประเทศเวเนซุเอลา
    ยังดำเนินต่อเนื่องอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมัน และพลังงานธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก รายได้ของรัฐบาลเวเนซุเอลากว่า 95% มาจากการส่งออกน้ำมัน และในปี 2016 น้ำมันดิบซึ่งเป็นรายได้หลักแหล่งเดียวของเวเนซุเอลา มีมูลค่าตกต่ำลงอย่างมากเหลือเพียง 26 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เวเนซุเอลาประสบปัญหาอย่างหนัก งบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศของรัฐบาลลดลงไปอย่างมาก รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงแก้ปัญหาด้วยการพิมพ์เงินออกมาใช้ ส่งผลให้ค่าเงินโบลิวาร์ของเวเนซุเอลา อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งแตะ 1,000,000% ภายในอีกไม่นานนี้ หากวิฤตการเงินนี้ยังไม่ถูกแก้ไข

ติดตามเรา : Fb , Youtube

- Advertisement -
บทความก่อนหน้านี้Nears a full retracement of Friday’s fall
บทความถัดไปคนงานเหมืองกว่า 400 รายถูกยึดในเวเนซุเอลาเนื่องจากขาดใบอนุญาต – Bitcoin News